ค.ศ. 1875 Francis Wayland Ayer ได้เปิดบริษัท N. W. Ayer & Son ขึ้น
ค.ศ. 1917 มีการรวมกลุ่มกันตั้งขึ้นเป็นส็นมาคมโฆษณา ชื่อ ” American Association of Advertising Agencies ”
ประวัติและพัฒนาการของการโฆษณาในประเทศไทย
▶️เริ่มแรกผู้ผลิตได้ทำการโฆษณาเองในยุคต่อ ๆ มาเริ่มมีการใช้สัญญาณชวยในการสื่อสาร เช่น การใช้ป๋องแป๋งหรือกระดิ่ง
▶️การโฆษณาของไทยได้ก้าวหน้ามาสู่สมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อ หมอบรัดเล่ย์ ได้ออกหนังสือพิมพ์ชื่อ ” หนังสือจดหมายเหตุ ” ( The Bangkok Recorder ) พ.ศ. 2387
▶️ในปีต่อมาเริ่มลงโฆษณาขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นการโฆษณาขายยาควินินของหมอบรัดเลย์ แต่การโฆษณาแบบชำระเงินเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2408 เป็นภารโฆษณาอู่บางกอกด็อค ( Bangkok Dock )
ในสมัยรัชการซี่ 6 ” กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ” พระบิดาแห่งวงการโฆษณาไทย ได้ทรงนำเอาแบบอย่างการโฆษณาธุรกิจรถไฟจากประเทศอังกฤษมาดัดแปลงใช้กับกิจการโฆษณาของรถไฟแห่งประเทศสยามจนประสบความสำเร็จ และทรงเปิดธุรกิจโฆษณาขึ้นอย่างเป็นทางการโดยการตั้งบริษัท ” สยาม แอ๊ดเวอร์ไทชิ่งขึ้น ” และห้างนายเลิศ เป็นบริษัทแรกที่ทำการโฆษณา
สมัยรัชกาลที่ 7 “กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ” ได้ทรงวจัดทำแผนรณรงค์โฆษณาของคลังออมสินเป็นครั้งแรก เรียกว่า ” ทริฟท์ แคมเพน ” ( Thrift Carnpaign ) เพื่อเชิญชวนให้ประหยัดและอดออม โดยทรงวางแผนการโฆษณาผ่านสื่อวิทยุกระจายเสียง สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อบุคคล สื่อกลางแจ้งในงานต่าง ๆ และการฉายภาพยนตร์
สมัยรัชกาลที่ 8 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ( พ.ศ. 2432-2438 ) พัฒนาการของโฆษณาไทยได้ชะงักลง
สมัยรัชกาลที่ 9 หลังสงคราม ” การโฆษณา ” จึงได้หวนกลับคืนมาสู่ภาวะปกติอีกครั้ง มีสินค้าใหม่ๆ จากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายทำเกิดการแข่งขันสร้างยอดขายมากขึ้น จึงเกิดบริษัทโฆษณาอีก 3 แห่ง
พ.ศ. 2495 ได้แก่ บริษัท โกรัก แอ๊ดเวอร์ไทชิ่ง จำกัด ( Groake Advertising Co., Ltd. ) นับได้ว่าเป็นบริษัทโฆษณาสากลแห่งแรกในเมืองไทย
ตามมาด้วยบริษัท แกรันท์ แอ๊ดเวอว์ไทซิ่ง จำกัด ( Grant Advertising Co., Ltd. ) ของอเมริกาและบริษัท คาเธย์ แอ๊ดเวอร์ไทชิ่ง จำกัด ( Cathay Advertising Co., Ltd. ) จากฮ่องกง ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนเป็น บริษัท เท็ดเบทส์ ( ประเทศไทย ) จำกัด ( Ted Bates Thailand Co., Ltd. ) ในปี พ.ศ. 2496
ในวงการโฆษณาได้ยกย่องให้นายโกร๊ก เป็นผู้บุกเบิกบริษัทโฆษณายุคใหม่จากสมัยของ บริษัทสยามแอดเวอร์ไทชิ่ง จนกระทั่งบริษัทโฆษณาได้มีวิวัฒนาการก้าวหน้าและเจริญเติบโต
พ.ศ. 2560 เกิดความเปลี่ยนแปลงในวงการโฆษณาไทยอย่างเห็นชัดเจน เมื่อ “ สื่อดิจิทัล ” สามารถแย่งตำแหน่งในตลาดสื่อโฆษณามาอยู่ในอันดับ 2 แทนที่หนังลือพิมพ์ ชึ่งมีส่วนแบ่งตลาด 12.9 % จากมูลค่าสื่อโฆษณาทั้งหมด
🌞คุณลักษณะของการโฆษณา🌞
👉🏼เป็นกิจกรรมสื่อสารมวลชน
👉🏼เป็นการสื่อสารเพื่อจูงใจ
👉🏼เป็นการจูงใจด้วยเหตุจริงและสมมติ
👉🏼เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้เงิน
🌍บทบาทของการโฆษณา
1.บทบาทของการโฆษณาในด้านการตลาด ( The Marketing Role )
2.บทบาทของการโฆษณาในด้านการสื่อสาร ( The Communication Role )
โฆษณาเป็นการสื่อสารผ่านสื่อมวลชนรูปแบบหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารข้อมูลที่สำคัญของสินค้าและบริการไปยังผู้บริโภค
3.บทบาทของการโฆษณาในด้านเศรษฐกิจ ( The Economic Role )
4.บทบาทของการโฆษณาในด้านสังคม ( The Societal Role )
🌍หน้าที่ของการโฆษณา
1. ให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ( Provide product and brand information )
2. นำเสนอสิ่งจูงใจเพื่อกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยา ( Provide incentives to take action )
3. โฆษณาทำหน้าที่ย้ำเตือน ( Provide reminders and reinforcement )
🚩ประเภทของการโฆษณา
1. จำแนกตามกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่มย่อย
❤️การโฆษณาที่มุ่งเน้นไปที่ผู้บริโภค ( Consumer Advertising )
❤️การโฆษณาที่มุ่งเน้นไปที่องค์กร หรือ หน่วยงานธุรกิจ ( Business to business Advertising )
2. จำแนกตามขอบเขตทางภูมิศาสตร์ 4 กลุ่มย่อย
❤️การโฆษณาที่ครอบคลุมในท้องถิ่น
❤️การโฆษณาที่ครอบคลุมในภูมิภาค
❤️การโฆษณาที่ครอบคลุมระดับประเทศ
❤️การโฆษณาที่ศรอบคลุมระหว่างประเทศ
3. จำแนกตามสื่อโฆษณา สามารถจำแนกออกเป็น 5 ประเภท
❤️การโฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์
❤️การโฆษณาทางสื่ออิเลคทรอนิค
❤️การโฆษณาทางสื่อนอกสถานที่
❤️การโฆษณาทางจดหมายตรง
❤️การโฆษณาทางสื่อใหม่
4. การจำแนกตามวัตถุประสงค์ของการโฆษณา 8 ประเภท
Product Advertising
Non-Product Advertising
Commercial Advertising
Non-commercial Advertising
Primary–demand Advertising
Selective-demand Advertising
Direct-action Advertising
Indirect-action Advertising
อุตสาหกรรมการโฆษณา
ผู้โฆษณา ( The Advertiser )
บริษัทโฆษณา ( Agency )
สื่อ ( Media )
🌞ข้อควรพิจารณาในการเลือกใช้สื่อสำหรับการโฆษณา🌞
1. การเข้าถึง ( Reach ) คือ การที่สื่อนั้นสามารถส่งสารไปยังลูกค้าได้มากน้อยแค่ไหนในแต่ละครั้ง
2. ความถี่ ( Frequency ) คือ สื่อนั้นสามารถส่งสารซ้ำๆ ไปยังกลุ่มเป้าหมายได้บ่อยแค่ไหน
3. การเลือกกลุ่มที่เข้าถึง ( Selective ) คือ สื่อนั้นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่องค์กรกำหนดได้หรือไม่
4. ประสิทธิภาพ ( Efficiency ) คือ ต้นทุนในการเข้าถึงลูกค้า เป็นเท่าไหร่ คุ้มค่าหรือไม่